ตำรวจภาค 8 ทะลายแก็งค์คอลเซ็นเตอร์ ด้วยแผน สยบอันดามัน 5/65 “ปฏิบัติการหักขาม้า”

ที่ ห้องประชุมบุตรน้ำเพชร ตำรวจภูธรภาค 8 อ.ถลาง จ.ภูเก็ต พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 พร้อมด้วย พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 /ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สารสนเทศ ตำรวจภูธรภาค 8 ,พล.ต.ต.นภันต์วุฒิ เลี่ยมสงวน ผบก.สส.ภ.8, และ พล.ต.ต.ชวลิต สุขสุวรรณ์ ผบก. กค.ภ.8/เลขาฯ ศปอส.ภ.8 ตลอดจนผู้เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงผลการดำเนินการปราบปรามกลุ่มองค์กรอาชญากรรมกลุ่มแกงค์คอลเซ็นเตอร์ที่กระทำความผิดส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ภายใต้แผน สยบอันดามัน 5/65 “ปฏิบัติการหักขาม้า”

พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 กล่าวว่า ตามนโยบายของรัฐบาลมอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการปราบปราม กลุ่มองค์กรอาชญากรรมที่กระทำความผิดส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนซึ่งเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเฉพาะกลุ่มแก็งค์คอลเซ็นเตอร์ที่หลอกลวงประชาชนทั่วประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้จัดตั้งศูนย์ปราบปรามทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร) ขึ้น และได้สั่งการให้ทำการสืบสวนสอบสวนและปราบปราบกลุ่มองค์กรอาชญากรรมกลุ่มแกงค์คอลเซ็นเตอร์ที่กระทำความผิดส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน พร้อมดำเนินคดีตามกฎหมาย

ในการดำเนินการดังกล่าว ในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 8 มีคดีเกิดขึ้นหลายคดี ได้แก่ สภ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช หลอกให้ลงทุน ความเสียหาย 1,419,479 บาท มีการออกหมายจับ จำนวน 20 หมาย จับกุม 4 หมาย , สภ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ หลอกว่าส่งพัสดุผิดกฎหมาย ผู้เสียหายโอนเงินไป 15,472,231 บาท ออกหมายจับจำนวน 3 หมาย จับกุม 2 หมาย อายัดตัว 1 หมาย, สภ.วิชิต จ..ภูเก็ต หลอกลงทุนซื้อขายเงินดิจิตอล มูลค่าความเสียหาย 1,258,630 บาท ออกหมายจับ 8 หมาย จับกุม 4 หมาย, สภ.ปากจั่น จ.ระนอง หลอกให้ลงทุน มูลค่าความเสียหาย 625,028 บาท ออกหมายจับ 2 หมาย จับกุม 2 หมาย, และสภ.หลังสวน จ.ชุมพร หลอกว่ามีคนนำเบอร์โทรศัพท์ไปใช้ผิดกฎหมายและให้โอนเงิน มูลค่าความเสียหาย 3,053,527 บาท ออกหมายจับ 2 หมาย และจับกุม 1 หมาย

จากการสืบสวนขยายผลกรณีนางจารึก ทองชล อายุ 62 ปี ถูกแก๊งคอลเซนเตอร์ หลอกลวงแสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ อ้างว่าผู้เสียหายมีส่วนพัวพันกับคดียาเสพติดและมีส่วนร่วมในการฟอกเงิน โดยให้โอนเงินไปยังบัญชีของคนร้ายเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจ และผู้เสียหายหลงเชื่อได้โอนเงินไปยังบัญชีของคนร้ายรวมเป็นเงิน 2,000,000 บาทท และยังมีการสืบสวนขยายผล พบว่าในแต่ละคดีมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน โดยพบว่ามีการโอนเงินดังกล่าวไปยังบัญชีม้าอื่นๆ อีก 8 บัญชีเป็นเวลาต่อเนื่องกันภายในระยะเวลาไม่เกิน 20 นาที เพื่อให้เกิดการทำธุรกรรมที่สลับซับซ้อนยากในการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสืบสวนติดตาม โดยทางเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินคดีและออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้อง คือ เจ้าของบัญชีทั้งหมดที่มีการรับโอนเงินเป็นทอดๆ จำนวน 8 ราย และผู้ที่จัดหาว่าจ้างในการให้ผู้อื่นเปิดบัญชี จำนวน 1 ราย (จับกุมแล้ว) ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นและสนับสนุนการฟอกเงิน”, กลุ่มบริษัทและ เจ้าของร้านขายเหรียญดิจิตอลที่ทำหน้าที่ฟอกเงิน โดยการนำเงินที่ได้จากกลุ่มคนร้ายไปเปลี่ยนเป็นสินค้า หรือแปลงสภาพในข้อหา “ฟอกเงิน” จำนวน 2 บริษัท และจำนวน 1 ราย (จับกุมแล้วทั้ง 3 ราย) กลุ่มบัญชีม้าอื่นๆ ที่มีการโอนเงินเข้ามาสัมพันธ์กับบัญชีม้าแถวหลัก และมีประวัติการกระทำความผิดในลักษณะแกงค์คอลเซ็นเตอร์ในท้องที่อื่นๆ ในข้อหา “สนับสนุนการฟอกเงิน” จำนวน 13 ราย ขยายผลบัญชีม้าแต่ละทอดที่รับโอนเงินจากผู้เสียหายโดยตรวจสอบกลุ่มบัญชีธนาคารที่มีการรับโอนเงินจากบัญชีม้าในคดีนี้ เชื่อว่าบัญชีธนาคารดังกล่าวที่มีการรับโอนเงินจากบัญชีม้านั้น มีความสัมพันธ์กับบัญชีม้าในคดีนี้ในลักษณะการรับโอนเงินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ในข้อหา “สนับสนุนการฟอกเงิน” จำนวน 26 ราย

พล.ต.ท.อำพล กล่าวด้วยว่า สำหรับผลการจับกุมขยายผลดำเนินคดีอาญา มีผู้ต้องหาทั้งกลุ่มบัญชีม้า กลุ่มบริษัท และกลุ่มผู้ขายเหรียญดิจิตอล ในคดีนี้ จำนวน 51 ราย รวมหมายจับสยบอันดามัน 5/65 “ปฏิบัติการหักขาม้า” จำนวน 86 หมาย จับกุม 24 หมายอายัด 6 หมาย ซึ่งภาพรวมของคดีดังกล่าวในพื้นที่ภาค 8 จำนวน 3,700 เรื่อง ดำเนินการไปแล้ว 1,200 กว่าเรื่อง มีเงินที่เกิดจากความเสียหายประมาณ 197 ล้านบาท แต่อายัดได้เพียง 10 กว่าล้านบาท ส่วนใหญ่ถูกหลอกลวงเรื่องซื้อสินค้า การหลอกให้ลงทุนออนไลน์ และโรแมสสแกรมอีก 300 กว่าเรื่อง ทั้งนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ใช้ภาค 8 เป็นต้นแบบในการดำเนินการ เพราะจากการสืบสวน จาก 5 คดี ใน 5-6 จังหวัด สามารถออกหมายจับได้ 51 หมาย ซึ่งเกี่ยวพันกับ 2 บริษัท ซึ่งส่งสินค้าไปขายที่ประเทศเขมร กับบริษัทซึ่งอยู่ที่กรุงเทพมหานครลักษณะเป็นการแลกเปลี่ยนเงินหรือคริปโต ซึ่งเมื่อเงินไปล้วจะติดตามยากมาก แต่เราก็ได้มีการประสานกับ กับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อดำเนินการสืบทรัพย์ ยึดทรัพย์ ดำเนินคดีทางแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดเพื่อเยียวยาคืนให้แก่ผู้เสียหายและเพื่อให้ทรัพย์ที่ได้จากการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดินต่อไป

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอฝากถึงพี่น้องประชาชนที่เป็นผู้เสียหายซึ่งถูกหลอกลวงโดยกลุ่มแกงค์คอลเซ็นเตอร์ หรือเป็นผู้เสียหายจากการถูกหลอกลวงจากการลงทุนระบบออนไลน์รูปแบบต่างๆ สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ www.thaipoliceonline.com หรือ สถานีตำรวจทั่วประเทศ และท่านสามารถแจ้งข่าวเบาะแสการกระทำความผิดผ่าน สายด่วนของ ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แจ้งเบาะแส ข้อมูลได้ที่ www.pctpolice.go.th หรือ สายด่วนหมายเลข 1441 สายตรง 081-8663000 เวลาราชการ โดยทางศูนย์ PCT จะสืบสวนหาพยานหลักฐานเพื่อจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดี ตามกฎหมายต่อไป