“รองวิม” ฉะกลับเพจดังโจมตี “ไม่ใช่มืออาชีพ” พร้อมขอบคุณชาวบ้านรับฟังคำชี้แจง มั่นใจนโยบายตรงกับความต้องการ นำ“กะตะ กะรน”ไปสู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวที่น่าอยู่อย่างยังยืน

นายอิทธิพร สังข์แก้ว หรือ “รองวิม” ผู้สมัครนายกเทศมนตรีตำบลกะรน หัวหน้ากลุ่มท้องถิ่นก้าวหน้า กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาร่วม 2 เดือน ที่ได้มีการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง นายกและสมาชิกสภาเทศบาลตำบลกะรน ตนและกลุ่มท้องถิ่นก้าวหน้า ได้มีโอกาสพบปะพี่น้องชาวกะตะกะรนทุกครัวเรือน ได้รับฟังปัญหา และความต้องการต่างๆ ซึ่งตนก็ได้นำสิ่งเหล่านี้มาปรับเปลี่ยนเป็นนโยบายหลักๆ 4 ด้าน ประกอบด้วย

1.ด้านการฟื้นเศรษฐกิจ เพื่อให้พี่น้องชาวกะตะกะรนสามารถยืนหยัดอยู่ได้ ในระหว่างรอให้การท่องเที่ยวฟื้นตัว 2.พัฒนากะตะกะรนสู่การท่องเที่ยวตลอดทั้งปี 3.ส่งเสริมคุณภาพชีวิตประชาชนให้ดียิ่งขึ้น ทั้งในด้านการศึกษา, สาธารณะสุข และสุขภาพที่ดีของประชาชน 4.ด้านพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ และดูแลสิ่งแวดล้อมให้ดีที่สุด รวมถึงการฝึกอบรมบุคลากร และเตรียมความพร้อมอุปกรณ์-เครื่องมือ ให้มีความพร้อมตลอดเวลา เพื่อช่วยเหลือประชาชนเมื่อเผชิญเหตุฉุกเฉิน และภัยพิบัติต่างๆ

โดยรายละเอียดของนโยบายต่างๆ นั้นกลุ่มท้องถิ่นก้าวหน้าได้จัดทำเป็นเอกสารประกอบการหาเสียง แจกจ่ายไปยังพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างครบถ้วนแล้ว โดยตนมั่นใจว่า ด้วยนโยบายที่มีความรอบด้าน ดูแลคนทุกกลุ่มทุกกวัย สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกยุคปัจจุบัน บวกกับประสบการณ์การทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่องของตนและกลุ่มท้องถิ่นก้าวหน้าทุกคน จะนำพา “กะตะกะรน” ไปสู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวที่น่าอยู่อย่างยังยืน ได้อย่างแน่นอน

นายอิทธิพร กล่าวต่อไปว่า อีกเรื่องที่ต้องขอขอบคุณพี่น้องชาวกะตะกะรนเป็นอย่างยิ่งก็คือ การที่พี่น้องทุกครัวเรือนได้เปิดโอกาสให้ตนและกลุ่มท้องถิ่นก้าวหน้า ได้ชี้แจงถึงข้อสงสัย และข้อโจมตีต่างๆ ที่กล่าวหาให้ร้ายต่อตนและอดีตผู้บริหารท้องถิ่นที่ผ่านมาอยู่ตลอดเวลา ทั้งจาก “สื่อเฟสบุ๊ค” และผู้ไม่หวังดีบางคน ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่หาเสียง และพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ทำให้พี่น้องชาวกะตะกะรน ได้รับทราบในข้อเท็จจริงในประเด็นต่างๆ ที่รอบด้านและครบถ้วน  ส่วนเมื่อพี่น้องประชาชนรับทราบข้อเท็จต่างๆ ครบถ้วนแล้ว จะตัดสินใจอย่างไร ก็เป็นสิทธิ์โดยชอบของพี่น้องทุกท่านอยู่แล้วตนไม่ก้าวล่วงในส่วนนี้

ในส่วนของการให้ร้าย สร้างความสับสนนั้น ล่าสุดเป็นการเปิดประเด็นของ “สื่อเฟสบุ๊ค” เจ้าประจำด้วยข้อความว่า “เงินค่าประกันความเสียหายอันจะเกิดมีขึ้นในภายภาคหน้าต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของที่ดิน (โครงการ “เดอะพีค เรสซิเดนซ์” ต.กะรน จ.ภูเก็ต) จำนวน 3,000,000 บาท  ซึ่งอยากทราบว่า ตอนนี้เก็บไว้ที่ไหน!” ซึ่งต่อมาประเด็นนี้ถูกผู้ไม่หวังดีจำนวนหนึ่งพยายามนำไปขยายผลเพื่อประโยชน์ทางการเมืองในพื้นที่ แต่ตนและกลุ่มท่องถิ่นก้าวหน้าทุกคนก็ช่วยกันชี้แจงจนชาวบ้านในพื้นที่ จนเข้าใจเรื่องในข็อเท็จจริงของดังกล่าวเป็นอย่างดีแล้ว

ในความเป็นจริงเรื่องนี้ตอบไม่ยาก และไม่ได้เป็นความลับแต่อย่างใด และสามารถตรวจสอบได้โดยง่าย ซึ่งหากเป็นสื่อมวลชนโดยทั่วไปที่ทำหน้าที่โดยสุจริต หากต้องการทราบเรื่องนี้ก็สามารถสอบถามกับทางปลัดเทศบาลฯ ได้อยู่แล้ว โดยเงินประกัน 3,000,000 บาทนั้น มีที่มาจากที่มีผู้ร้องเรียนว่าบริษัทกะตะบีช จำกัด จดทะเบียนแค่หนึ่งล้านบาท หากศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ทางบริษัทหนีไป ใครจะรับผิดชอบในการรื้อถอน

เมื่อเกิดกรณีนี้ขึ้นมาทางบริษัทกะตะบีช จำกัด จึงแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าจะไม่หนี และจะปฏิบัติตามคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด และได้แสดงความจำนงเพื่อประกันความเสียหายในกรณีที่บริษัทฯ ไม่ยินยอมรื้อถอน ก็ให้เทศบาลนำเงินจำนวนนี้ไปเป็นค่าดำเนินการรื้อถอนได้เลย โดยเงินดังกล่าวได้เข้าเป็นเงินอยู่ในกองคลังของเทศบาลตำบลกะรน ซึ่งเรื่องนี้มีปรากฎในรายงานการประชุมไว้อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตามสิ่งที่อยากให้ประชาชนช่วยกันพิจารณาก็คือ การตั้งคำถามบนหน้าเพจดังกล่าว โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่กำลังจะมีการเลือกตั้งนั้น ส่อเจตนาอย่างไร? ใครสบคบคิดกับใคร? และเป็นชาวบ้านได้ประโยชน์อย่างที่เพจข่าวดังกล่าวชอบอ้าง หรือว่า ใครได้ประโยชน์กันแน่? เรื่องแบบนี้ประชาชนรู้ ประชาชนเข้าใจดีอยู่แล้ว

นายอิทธิพร กล่าวต่อไปว่า สำหรับกรณีที่เกี่ยวข้องกับโครงการ “เดอะพีค เรสซิเดนซ์” ต.กะรน จ.ภูเก็ตนั้น เพจดังกล่าวจับมาเป็นประเด็นอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ไม่กี่วันก็ถามว่า “ยังไม่ลืมนะจ๊ะ #งานนี้ต้องมีคนรับโทษ #ป่าพื้นที่กะรน หลังจากที่ #ศาลปกครองสูงสุดตัดสินแล้วเอกสารสิทธิ์ที่ดิน “เดอะพีค” ผิดกฎหมาย คนที่อนุมัติอนุญาตก่อสร้าง #คนออก นส.3 ก. ต้องรับโทษสิครับ งานนี้มีทั้งข้าราชการ และนักการเมืองเกี่ยวข้อง ช่วยกันติดตามตอนต่อไป !”

ในฐานะที่เคยเป็นผู้บริหารเทศบาลตำบลกะรน ตนเห็นว่าหากสื่อมวลชนต้องการที่จะรับทราบความคืบหน้าในส่วนที่เกี่ยวข้องเทศบาลฯ ตนก็ยินดีที่จะให้คำตอบเพราะตระหนักดีว่า เมื่อมีการกระทำความผิดก็ต้องมีการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอยู่แล้ว แต่เพจข่าวดังกล่าวก็ไม่เคยสอบถามข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งจากหน่วยงานหรือผู้เกี่ยวข้องแต่อย่างใด แต่กลับนำเสนอข่าวอย่างขาดความรับผิดชอบ ไม่คำนึงถึงผลกระทบที่อาจสร้างความเสียหายต่อผู้อื่น ด้วยพฤติกรรมเช่นนี้จึงชวนให้ต้องตั้งคำถามกลับไปว่า ที่กระทำไปนั้นโดยสุจริตเพื่อประโยชน์ต่อประชาชนแน่หรือ?

นายอิทธิพร กล่าวต่ออีกว่า กรณีนี้ เพื่อไม่ให้เกิดความคลุมเครือต่อความเข้าใจของพี่น้องชาวกะตะกะรน และประชาชนทั่วไป ตนขอชี้แจงในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเทศบาลฯ ก็คือ “เรื่องการอนุญาตให้ก่อสร้างอาคาร” กรณีนี้เป็นโครงการขนาดใหญ่จะต้องทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน มีหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเป็นคณะผู้พิจารณาทุกๆเรื่อง หลังจากมติที่ประชุมให้ความเห็นชอบโครงการแล้ว โครงการจึงมาขออนุญาตตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารพ.ศ. 2522 ซึ่งเทศบาลฯ เป็นหน่วยงานที่ต้องบริการประชาชน เมื่อผู้ยื่นขออนุญาตมีหลักฐานครบถ้วนตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร เทศบาลฯ จะต้องอนุญาตให้แก่ผู้ขอ หากไม่อนุญาตก็มีพระราชบัญญัติอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนปีพ.ศ. 2558 กำกับอยู่ ดังนั้น เรื่องที่เทศบาลฯ อนุญาตให้สร้างอาคาร จึงเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องทุกประการ เทศบาลฯ ไม่มีสิทธิ์ไปท้วงติงว่าที่ดินชอบหรือไม่ชอบ และในกรณีที่ดินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ไม่เกี่ยวข้องกับเทศบาลฯ แต่อย่างใด เป็นเรื่องขบวนการการออกที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฏหมายของสำนักงานที่ดินและผู้ยื่นขอต้องไปดำเนินการกันเอง

นอกจากนั้น เพจดังกล่าวยังเปิดประเด็นว่า “ประชาชนพื้นที่ตำบลกะรน เหนื่อยใจ ร้องเรียนเพจข่าวถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ อยากให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องลงมาตรวจสอบหน่อยครับ” ซึ่งก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ตนอยากอยากเชิญชวนประชาชนให้ช่วยกันพิจารณากันดูว่า การเสนอข่าวสารเช่นนี้ เพจข่าวดังกล่าวมีเจตนาช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริงหรือไม่ เพราะหากมีความเป็นสื่อมวลชนอย่างแท้จริง และต้องการแก้ปัญหาจริงๆ ก็สามารถระบุชื่อหน่วยงานที่รับผิดชอบได้โดยตรง หรือหากไม่รู้ว่าหน่วยงานใดเป็นผู้รับผิดชอบ โดยวิสัยของสื่อมวลชนที่ต้องสร้างความกระจ่างแจ้งให้กับสังคม ก็สามารถสอบถามไปยังเทศบาลฯ ซึ่งก็จะได้คำตอบที่ชัดเจนว่าถนนบริเวณดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของแขวงทางหลวงภูเก็ต และเนื้อหาสาระของข่าวที่สื่อออกมาก็จะไม่สร้างความสับสน คลุมเครือ ต่อประชาชน ตลอดจนมีการนำไปเป็นประเด็นโจมตีเพื่อประโยชน์ทางการเมืองท้องถิ่นอีกด้วย

“ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้หากยังคงกระทำต่อเนื่อง โดยไม่มีการปรับปรุงตัวใดๆ อาจทำให้สื่อมวลชนอื่นๆ ที่เขามีจรรยาบรรณ มีความเป็นมืออาชีพ จะเสื่อมเสียความน่าเชื่อถือของประชาชนไปด้วย” นายอิทธิพรกล่าวในที่สุด