กลุ่มคณะราษฎรภูเก็ต-กลุ่มภูเก็ตปลดแอก จัดขบวน Car mob จากสะพานหินไปยื่นหนังสือที่ศาลากลางจังหวัดเรียกร้องให้นายกลาออก

กลุ่มคณะราษฎรภูเก็ต-กลุ่มภูเก็ตปลดแอก จัดขบวน Car mob จากสะพานหินไปยื่นหนังสือที่ศาลากลางจังหวัดเรียกร้องให้นายกลาออก และหวิดปะทะกับกลุ่มเห็นต่างภูเก็ต ที่ ออกมาชูป้ายแสดงสัญลักษณ์ ภูเก็ตต้องการสันติที่ บริเวณสะพานหิน ภูเก็ต อ.เมืองภูเก็ต ได้มีกลุ่มคณะราษฎรภูเก็ต–กลุ่มภูเก็ตปลดแอก ตั้งขบวนคาร์ม็อบกว่า 200 คน รวมตัวกันขับรถยนต์และรถจักรยานยนต์เพื่อขับขี่ไปตามนถนนสายต่างๆ ในตัวเมืองภูเก็ต เพื่อไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต แต่ระหว่างที่มีการรวมตัวกันอยู่นั้น ได้มีกลุ่มคนเห็นต่างประมาณ 100 คน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ใหญ่วัยกลางคนไปจนถึงผู้สูงอายุ ได้ออกมารวมตัวกันชูป้าย “save ภูเก็ต” และ “ภูเก็ตต้องการสันติ” เข้าไปพยายามพูดคุยกับกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าว เพื่อขอให้ยุติการรวมตัวกันแต่ไม่เป็นผล รวมทั้งมีการไปแกะแผ่นป้ายกระดาษที่ติดอยู่กระจกรถของกลุ่มคาร์ม็อบ ซึ่งมีข้อความต่างๆ อาทิ ลาออกเถอนะจ๊ะ, ภาษีก็ต้องจ่าย วัคซีนดีๆ ก็ต้องซื้อ, 7 ปีไม่มีอะไรดียกเว้นปากเป็นต้น จนทำให้ทั้งสองกลุ่มเกิดการปะทะคารมกันเป็นช่วงๆ จนหวิดเกิดความรุนแรง แต่ก่อนเหตุการณ์บานปลาย พ.ต.อ.เสริมพันธุ์ ศิริคง รองผบก.ภ.จว.ภูเก็ต รักษาการ ผกก.สภ.เมืองภูเก็ต ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบหลายสิบคนเข้าไประงับเหตุ ในขณะเดียวกันก็มีการตั้งจุดตรวจก่อนถึงวงเวียนหอย เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับรถที่จะไปยังบริเวณสะพานหินขณะเดียวกัน พ.ต.ท.พงศ์พิชาญ ชยานนท์พิริย รอง ผกก.ป. สภ.กมลา รักษาการ รองผกก.ป.สภ.เมืองภูเก็ต ได้อ่านประกาศของ สภ.เมืองภูเก็ต ว่า ขอให้ทุกคนแยกย้ายกันไป เพราะไม่สามารถรวมกลุ่มกันชุมนุมได้ เนื่องจากเป็นการฝ่าฝืนคำสั่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย แต่ฝั่งคาร์ม็อบยังคงมีการปราศรัยผ่านเครื่องขยายเสียง และยืนยันว่า จะยังคงเคลื่อนขบวนต่อไปยังศาลากลางจังหวัดภูเก็ต พร้อมกันนี้ยังได้แสดงละครสั้นเชิงสัญลักษณ์กรณีมีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ที่นอนตายริมถนน ขณะฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็ยืนยันว่า จะไม่ยอมสลายตัวหากลุ่มคาร์ม็อบยังยืนยันจะเดินหน้าจัดกิจกรรมหลังจากเสร็จสิ้นการแสดงละครเชิงสัญลักษณ์ขบวนรถรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของกลุ่มคาร์ม็อบรวมประมาณ 150 คัน ได้เคลื่อนขบวนไปตามเส้นทางต่างๆในตัวเมืองภูเก็ต โดยมีการบีบแตรและชูสามนิ้วเป็นเป็นระยะ กระทั่งถึงหน้าศาลากลางจังหวัดภูเก็ต โดยทางเจ้าหน้าที่ซึงมีทั้งตำรวจและฝ่ายปกครอง ได้ปิดถนนหน้าศาลากลาง เพื่อให้รถของกลุ่มผู้ชุมได้จอด รวมทั้งได้มีการประกาศให้ทราบถึงความผิดในการรวมกัน และเกรงว่าจะเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะเดียวกันกลุ่มเห็นต่างจำนวนหนึ่งก็มาคอยสังเกตการณ์และมีการปะทะคารมกันเป็นระยะๆ แต่ไม่มีเหตุการณ์การณ์อะไรรุนแรง โดยจะมีทางเจ้าหน้าที่คอยห้ามเป็นระยะทั้งทางกลุ่มได้ส่งตัวแทนซึ่งเป็นเยาวชน ยื่นหนังสือข้อเรียกร้อง โดยมี ว่าที่ร้อยตรีวิกรม จากที่ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตเป็นผู้รับเรื่องแทน จากนั้นทั้งหมดก็ได้แยกย้ายกันกลับ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองคอยอำนายความสะดวก เพื่อป้องกันเหตุที่คาดคิดอย่างไรก็ตามสำหรับข้อเรียกร้องของกลุ่มดังกล่าว สรุปใจความว่า ในนามกลุ่มภูเก็ตปลดแอก/กลุ่มคณะราษฎรภูเก็ต  สำหรับการจัดกิจกรรม ภูเก็ตคาร์ม็อบ นั้น เป็นการแสดงออกทางการเมืองโดยสันติวิธี ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันเศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ตถือว่าอยู่ในสภาวะย่ำแย่ แม้จะมีโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ แต่ก็ไม่ได้ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจมากนัก และการที่ ททท. (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) บอกว่า ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ทำรายได้ให้จังหวัดสูงถึง 400 ล้านบาท จากนักท่องเที่ยวกว่า 9,000 คน แต่รายได้กระจุกอยู่กับกลุ่มนายทุน ไม่ได้กระจายสู่ผู้ประกอบการรายย่อย คือ ประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัดภูเก็ต นอกจากนี้สถานศึกษายังมีการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ ไม่สอดรับกับภาวะความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย นั่นเป็นเพียงปัญหาบางส่วน รวมถึงการจัดการโควิด-19 ที่ล้มเหลว ไม่มีประสิทธิภาพ การกระจายวัคซีนมีความล่าช้า และไม่เพียงพอต่อประชาชน ประกอบกับการจัดหาซื้อวัคซีนของรัฐบาลยังถูก ตั้งคำถามจากประชาชนถึงความถูกต้องโปร่งใสในฐานะประชาชนชาวไทย ผู้เสียภาษี และในฐานะประชาชนชาวภูเก็ต จึงขอเรียกร้องรัฐบาล ผ่านท่านผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตให้ 1.นําเข้าวัคซีน mRNA มีประสิทธิภาพ และหลากหลายให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนทุกๆคนอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งจะเป็นทางออกเดียวที่จะป้องกันการติดเชื้อและการแพร่ระบาดทั้ง ยังทําให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ 2.กระจายรายได้ สู่ผู้ประกอบการรายย่อย เอกชน และแรงงานโดยทั่วถึง ไม่ให้กระจุกอยู่เพียงแต่ ผู้ประกอบการรายใหญ่หรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง 3.ออกมาตรการเยียวยาแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และดูแลให้ความช่วยเหลือผู้ตกงาน เนื่องมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ทำให้ขาดแคลนรายได้ ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย  และ 4.พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาต้องลาออกโดยไม่มีเงื่อนไข เพื่อแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อการ บริหารประเทศ และการจัดการวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อันไร้ประสิทธิภาพของ รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาและพรรคพวก ก่อนที่จะมีการสูญเสียไปมากกว่านี้อย่างไรก็ตาม เมื่อกลุ่มคาร์ม๊อบยื่นหนังสือเสร็จสิ้นก็ได้แยกย้ายกันกลับบ้าน ระหว่างเดินทางกลับ ได้มีการปะทะกันเล็กน้อยกับกลุ่มเห็นต่างๆ แต่ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มาระงับเหตุไว้ในทัน