รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา มั่นใจ “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” ไม่สะดุด

รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา มั่นใจ “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” ไม่สะดุด แต่ขอให้ทุกคนช่วยกันร่วมแรงร่วมใจประคองอย่าให้ “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” แตก ยอมรับข่าวตัวเลขคนติดเชื้อเพิ่มส่งผลต่อยอดจองแต่ไม่มาก

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงการเดินหน้าโครงการ “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” หลังมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย และจังหวัดภูเก็ตขยับตัวสูงขึ้น ว่า หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มีการขยับตัวสูงขึ้น ในส่วนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการประชุมหารือร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต สสจ.ภูเก็ต หน่วยงานความมั่นคง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย รวมทั้งตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และมีการรับทราบมาโดยตลอดว่าตัวเลขของผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในจังหวัดภูเก็ตโดยเฉพาะเมื่อวาน (26 ก.ค.) มีการกระเพื่อมค่อนข้างรุนแรง แต่จากการแยกแยะตัวเลข พบว่า จากจำนวนผู้ติดเชื้อ 40 คน พบว่ามีมากถึง 28 คน เป็นการติดเชื้อในกลุ่มที่มีการกักตัวอยู่แล้วซึ่งกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีการนำเข้าระบบและไม่สามรถที่จะแพร่เชื้อไปยังคนอื่นได้แล้ว ส่วนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาตามโครงการ “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” พบว่ามีติดเชื้อจำนวน 2 คน อีก 7 คน เป็นคนที่เดินทางกลับมาจากต่างจังหวัด ทำให้เมื่อวานนี้ผู้ที่ติดเชื้อรายใหม่และติดในจังหวัดภูเก็ตจริงๆ มีเพียงจำนวน 3 คน

อย่างไรก็ตาม จากจำนวนตัวเลขที่สื่อออกมาว่ามีการติดเชื้อ 38 ราย และ “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” จำนวน 2 ราย เป็นภาพที่ทำให้คนเห็นแล้วมีความตกใจ แต่จริงๆอยากให้มองตัวเลขลึกๆ ว่าคนที่ติดเพิ่มส่วนใหญ่เป็นคนที่อยู่ในระบบการกักตัวของกลุ่มเสี่ยงอยู่ จึงขอให้คนไทยในภูเก็ต และคนภูเก็ตมีความสบายใจว่าทางหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องมีการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคในจังหวัดภูเก็ตอย่างเข้มงวด ซึ่งตอนนี้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ได้ยกระดับมาตรการป้องกันอย่างเข้มข้น ลดการทำกิจกรรม เข้มการเข้าพื้นที่ทุกเส้นทาง

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับโครงการ “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” มั่นใจว่ายังเดินหน้าต่อ และไม่สะดุด แต่ขอให้ทุกคนช่วยกันร่วมแรงร่วมใจในการประคับประคองอย่างให้ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์แตก สำคัญที่สุดเราเป็นเจ้าบ้านเราต้องมีวินัยในการอยู่ร่วมกันให้ได้ เราต้องป้องกันตัวเองตามมาตรการ DMHTT เว้นระยะห่าง สวมหน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ ไม่ไปในสถานที่แออัด ซึ่งตนมั่นใจว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะช่วยกันดูผลักดันให้ “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” เดินหน้าต่อไปได้จนถึงทุกจังหวัดสามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวได้ทั่วประเทศตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี

นายพิพัฒน์ ยังได้กล่าวต่อไปถึงยอดจองการเดินของนักท่องเที่ยวตามโครงการ “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” ว่า จากการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนต่างๆ ถึงสถานการณ์ตัวเลขผู้ติดเชื้อทั้งในประเทศและจังหวัดภูเก็ตที่สื่อออกไปเชื่อว่ามีผลต่อความรู้สึกของนักท่องเที่ยวอย่างแน่นอน แต่สำหรับผู้ที่จองเข้ามาตามโครงการ “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” มีบ้างแต่จำนวนน้อยมาก ขณะนี้เรามียอดจองตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. จนถึงเดือน ก.ย.64 แล้วจำนวนกว่า 280,000 รูมไนต์ และเฉพาะเดือน ก.ค. เดือนเดียวยอดจองเกือบ 200,000 รูมไนต์แล้ว จนถึง ณ เวลานี้ตนมั่นใจว่าโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ จะต้องเดินหน้าต่ออย่างแน่นอน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของการประชาสัมพันธ์ ซึ่งทาง ททท.จะต้องทำประชาสัมพันธ์เพิ่มขึ้นเรื่องของตัวเลขการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยจะต้องนำเสนอตารางตัวเลขการติดเชื้อให้เห็นอย่างชัดเจนระหว่างภาพรวมของประเทศ และตัวเลขของภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ซึ่งในส่วนของตัวเลขผู้ติดเชื้อในภูเก็ตจะต้องแยกให้ละเอียดลงไปอีกว่ามีกลุ่มผู้ติดเชื้อมาจากที่ไหนอย่างไร เช่น ติดเชื้อจากกลุ่มผู้เสี่ยงสูงที่กักตัว ติดเชื้อจากต่างจังหวัด ติดเชื้อรายใหม่

นายพิพัฒน์ ยังได้กล่าวต่อไปถึงการขยายโครงการเปิดรับนักท่องเที่ยวไปยังจังหวัดอื่นๆ ว่า เมื่อภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ไม่แตก เราก็สามารถที่จะขยายโครงการไปที่อื่นๆ ได้ โดยใช้ “ภูเก็ตแซนด์บ็อก” เป็นเซ็นเตอร์ในการกระจายนักท่องเที่ยว อย่างเช่นที่ สมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่าที่ได้เปิดรับนักท่องเที่ยวไปแล้วตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา และในช่วงต่อไปเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.นี้ จะเปิดรับนักท่องเที่ยวจาก “ภูเก็ตเก็ตแซนด์บ็อกซ์” ให้สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวที่เกาะพีพี เกาะไหง อ่าวไร่เลย์ จังหวัดกระบี่ และเขาหลัก เกาะยาวน้อย เกาะยาวใหญ่ จ.พังงา

อย่างไรก็ตาม หลังจากโครงการเปิดรับนักท่องเที่ยวประสบความสำเร็จใน 4 จังหวัดแล้ว ตนได้หารือกับทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อขอขยายพื้นที่ในการเปิดเมืองรับนักท่องเที่ยวเพิ่มเติมในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูน ซึ่งดูจากตัวเลขผู้ติดเชื้อภายในจังหวัดไม่มากนักและยังอยู่ในวิสัยที่ควบคุมได้ และสามารถเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวได้ แต่จากการพูดคุยทราบว่า ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีการระบุว่าถ้าจะขยายพื้นที่เปิดรับนักท่องเที่ยวขอให้เปิดในพื้นที่ที่เป็นเกาะก่อน ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้หารือเพื่อกำหนดพื้นที่ในการดำเนินการ ซึ่งในประเทศไทยมีหลายเกาะท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง เช่น เกาะช้าง เกาะกูด เกาะเสม็ด และอื่นๆ โดยเรื่องนี้ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจะต้องลงไปสำรวจ และหารือร่วมกับคนในพื้นที่แต่ละแห่งถึงความพร้อมในการเข้าร่วม และที่สำคัญคนในพื้นที่จะต้องได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 แล้วมากกว่า 70% ก่อนที่จะขยายไปยังเชียงใหม่ ลำพูน และเดินหน้าต่อไปยังพื้นที่อื่นๆ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีที่จะให้ทุกจังหวัดเปิดรับนักท่องเที่ยวภายใน 120 วัน