กลุ่มคาร์ม๊อบภูเก็ต 3 คนเดินทางมารับข้อกล่าวหาหลังถูกออกหมายเรียกจาก สภ.เมืองภูเก็ต

กลุ่มคาร์ม๊อบภูเก็ต 3 คน เดินทางมารับข้อกล่าวหาหลังถูกออกหมายเรียกจาก สภ.เมืองภูเก็ต มีผู้มาให้กำลังใจจำนวนหนึ่ง ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มข้น เบื้องต้นให้การปฎิเสธตลอดข้อกล่าวหาผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ถูกกล่าวหาในคดีคาร์ม๊อบภูเก็ต จำนวน 3 คน ได้แก่ ผู้สังเกตการณ์จากพรรคก้าวไกล 1 คน คือ นายเฉลิมพงศ์ แสงดี และเป็นเยาวชน 2 คน ได้เดินทางมายัง สภ.เมืองภูเก็ต เพื่อพบพนักงานสอบสวนและรับทราบข้อกล่าวหาฐานความผิดฐาน “มั่วสุมกันเกิน 10 คนขึ้นไป ก่อความวุ่นวาย ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน” สืบเนื่องจากการนัดรวมตัวกันทำกิจกรรม “คาร์ม็อบภูเก็ต # บีบให้เทือน” ที่บริเวณวงเวียนสะพานหิน อ.เมืองภูเก็ต ก่อนจะเคลื่อนขบวนรถยนต์และรถจักรยานยนต์เดินทางไปยังศาลากลางจังหวัดภูเก็ต เพื่อยื่นหนังสือให้ผู้ว่าฯ  โดยมีข้อเรียกร้อง 4 ข้อ คือ ให้รัฐบาลออกมาตรการเยียวยาประชาชน, ให้มีการนำเข้าวัคซีนที่มีคุณภาพมาแจกจ่ายให้ประชาชนทุกคนให้เท่าเทียมกัน, ประกันรายได้ให้กับประชาชนทุกกลุ่ม และให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลาออกโดยไม่มีเงื่อนไข เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตามหมายเรียกของ สภ.เมืองภูเก็ต ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2564ท่ามกลางการดูแลรักษาความปลอดภัยเข้มงวด มีการตั้งจุดตรวจบริเวณถนนโดยรอบที่ตั้งสถานีตำรวจภูธรภูเก็ต พร้อมทั้งจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ ร่วมกับฝ่ายปกครอง ตั้งจุดคัดกรองก่อนเข้าสู่ตัวอาคารสถานีฯ  เนื่องจากมีการประกาศเชิญชวนให้มาร่วมให้กำลังใจผู้ถูกกล่าวหาดังกล่าว ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีเหตุวุ่นวายใดๆ โดยมี ผู้มาร่วมให้กำลังกำลังใจผู้ถูกกล่าวจำนวนไม่มากรวมแล้วประมาณ 15 คนทั้งนี้ได้มีการระบุพฤติกรรมของผู้ถูกกล่าวหา ว่า มีความผิดฐาน “รวมกลุ่มมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง”, “ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน ซึ่งสั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้ โดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร”, “ส่งเสียง ทำให้เกิดเสียงหรือกระทำความอื้ออึงโดยไม่มีเหตุอันควร”, “ร่วมกันกีดขวางทางสาธารณะจนอาจเป็นอุปสรรคต่อความปลอดภัยหรือความสะดวกในการจราจร”, “ร่วมกันก่อความเดือดร้อนรำคาญในสถานที่สาธารณะ”, “ร่วมกันวาง ตั้ง ยื่น หรือแขวนสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือกระทำด้วยประการใด ๆ ในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจร”, “ร่วมกันโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟฟ้า โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่” “ร่วมกันกระทำการหรือดำเนินการใดๆ ซึ่งอาจก่อสภาวะที่ไม่ถูกสุขลักษณะซึ่งอาจเป็นเหตุให้เกิดโรคติดต่ออันตรายแพร่ระบาด” และ “ร่วมกันชุมนุมหรือทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพรโรค ในพื้นที่ที่มีประกาศ หรือคำสั่งกำหนดเป็นเขตพื้นที่เฝ้าระวังสูง”

อย่างไรก็ตามในส่วนของ นายเฉลิมพงศ์ แสงดี ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาคนที่ 1 ได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา พร้อมกับทนายความในช่วงเช้า (25 ส.ค.64) และได้ให้การปฎิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยจะมีการชี้แจงรายละเอียดเป็นเอกสารต่อเจ้าหน้าที่อีกครั้ง พร้อมยืนยันว่า ตัวเองเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ และเห็นว่าการชุมนุมดังกล่าวเป็นการชุมนุมโดยสันติมีการขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ เพื่อไปยื่นหนังสือให้กับผู้ว่าฯ ภูเก็ต ที่ศาลากลางจังหวัดภูเก็ตตามข้อเรียกร้องของผู้ชุมชน และอยากถามกลับไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า มีอีกกลุ่มชุมชนที่มีการเตรียมการทั้งมีป้ายข้อความและรถขยายเสียง แต่กลับไม่ถูกดำเนินคดี จึงอยากฝากให้ปฎิบัติอย่างเที่ยงธรรมและสุจริตส่วนของผู้ถูกกล่าวหาอีก 2 คน ซึ่งเป็นเยาวชน ได้เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาในช่วงบ่ายวันเดียวกัน (25 ส.ค.64) พร้อมด้วยทนายความและผู้ปกครอง ซึ่งในการสอบปากคำทั้งสองคนนั้น ได้มีการแยกสอบและมีเจ้าหน้าที่สหวิชาชีพร่วมสอบด้วย นอกจากนี้ยังมีผู้มาให้กำลังใจ จำนวนประมาณ 10 คน โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจฯ ให้นั่งรออยู่บริเวณด้านหน้าสถานีฯ ไม่อนุญาตให้เข้าไปในตัวอาคารของสถานีตำรวจฯ แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นทั้ง 3 รายปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา