รพ.วชิระภูเก็ต วิจัยสำเร็จ บูสเข็ม 3 ทางผิวหนัง ใช้ปริมาณวัคซีนน้อยกว่าทางกล้ามเนื้อ ผลใกล้เคียงกัน

โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต วิจัยสำเร็จ ฉีดวัคซีนบูสเข็ม 3 ทางผิวหนัง ใช้วัคซีนเพียง 0.1 ml แต่ภูมิขึ้นเท่ากับฉีดวัคซีนทางกล้ามเนื้อ จำนวน 0.5 ml ผลข้างเคียงน้อยกว่า พร้อมฉีดทันทีหากกระทรวงสาธารณสุขอนุมัติผู้สื่อข่าวรายงาน ที่ ห้องประชุม PKCD นายแพทย์เฉลิมพงษ์ สุคนธผล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต พร้อมด้วย นายภูมิกิตติ์ รักแต่งาม นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต พญ.วิทิตา แจ้งเอี่ยม รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต และนายประชา อัศวธีระ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ภาคใต้ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือดีป้า ร่วมกันแถลง ถึงความสำเร็จในการศึกษาวิจัยฉีดวัคซีนเข็ม 3 ด้วยวัคซีน AstraZeneca แบบฉีดเข้าผิวหนังโดยใช้ปริมาณวัคซีนเพียง 0.5 ml โดยมีภาคเอกชน และสื่อมวลชนเข้าร่วมนายแพทย์เฉลิมพงษ์ สุคนธผล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต กล่าวว่า ปัจจุบันการแพร่ระบาดของโรคมีความรุนแรงขึ้น การฉีดวัคซีนเป็นสิ่งจำเป็นในส่วนของจังหวัดภูเก็ต โดยเฉพาะการบูสเข็ม 3 แต่ปัจจุบันที่รัฐจัดหามานั้นไม่ได้เป็นไปตามความต้องการ ทางโรงพยาบาลวชิระภูเก็ตจึงได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่องของการฉีดวัคซีนเข็ม 3 ด้วยวัคซีน AstraZeneca แบบฉีดเข้าผิวหนัง โดยใช้ปริมาณวัคซีนเพียง 20% หรือ 0.5 ml โดย ซึ่งจะทำให้สามารถฉีดวัคซีนได้มากขึ้นถึง 5 เท่า ของการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ

ในการวิจัยนี้ได้มีอาสาสมัครอายุระหว่าง 18-60 ปี จำนวน 242 คน ที่เคยได้รับวัคซีน Sinovac แล้ว 2 เข็ม เข้าร่วมโครงการ โดยแบ่งอาสาสมัครเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ได้รับการฉีดแบบทั่วไป (แบบเข้ากล้ามเนื้อ) จำนวน 120 คน โดยได้รับวัคซีน 0.5 ml และกลุ่มที่ 2 ได้รับการฉีดแบบใต้ผิวหนัง จำนวน 122 คน โดยได้รับวัคซีน 0.1 ml หรือ 1 ใน 5 ของการฉีดแบบทั่วไปผลการทดลองพบว่า ภูมิต้านทานของผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนแบบใต้ผิวหนังมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าผู้ที่รับการฉีดวัคซีนแบบทั่วไปเล็กน้อย โดยผู้ที่รับการวัคซีนแบบใต้ผิวหนังมีภูมิคุ้มกันเฉลี่ย 17,662.3 AU/ml และผู้ที่รับการฉีดวัคซีนแบบทั่วไปมีภูมิคุ้มกันเฉลี่ย 17,214.1 AU/ml โดยผู้รับวัคซีนทั้ง 2 กลุ่มมีค่าภูมิคุ้มเกินเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด (840 AU/ml) ซึ่งผลข้างเคียงในการฉีดวัคซีนแบบใต้ผิวหนังมีน้อยกว่าการฉีดแบบทั่วไป เช่น มีไข้ หรือปวดศีรษะเพียง 70 ราย เมื่อเทียบกับ การฉีดแบบทั่วไป 98 ราย แต่การฉีดวัคซีนแบบใต้ผิวหนังจะมีผลข้างเคียงบริเวณที่ฉีดเช่น ระคายเคือง และบวมแดงมากกว่าแต่ไม่เป็นที่น่าวิตกกังวล

นายแพทย์เฉลิมพงษ์ กล่าวต่อว่า ทางโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต นำโดย พญ.ศุภลักษณ์ ละอองเพชร และ พญ.วิทิตา แจ้งเอี่ยม ได้ริเริ่มงานวิจัยนี้เพื่อเป็นทางเลือกในการบริหารวัคซีนของจังหวัดภูเก็ต และน่าเป็นทางเลือกของประเทศไทยในการใช้วัคซีนเข็มที่ 3 ที่ใช้ปริมาณน้อยลงถึง 5 เท่า การวิจัยนี้ทำเพื่อยืนยันผลการฉีดวัคซีนแบบใต้ผิวหนังว่า ภูมิคุ้มกันหลังฉีดมีค่าเฉลี่ยเท่ากับหรือสูงกว่าการฉีดแบบทั่วไป และเป็นการเปิดมิติใหม่ในการใช้วัคซีนเข็ม 3 ให้ประชาชนส่วนจะฉีดวัคซีนแบบใต้ผิวหนังได้เมื่อไหร่นั้น นายแพทย์เฉลิมพงษ์ กล่าวว่า ถ้าพูดถึงความพร้อมขณะนี้ในส่วนของบุคลากรมีความพร้อม แต่อย่างไรก็ตาม จะต้องรอให้ทางกระทรวงสาธารณสุขอนุมัติมาก่อน ซึ่งจังหวัดภูเก็ตพร้อมที่จะนำร่องในการฉีดวัคซีน AstraZeneca แบบใต้ผิวหนังให้ชาวภูเก็ต จำนวน 200,000 คน ที่ได้รับวัคซีน 2 เข็ม ชนิด Sinovac ไปก่อนหน้านี้ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนภูเก็ต เราต้องฉีดวัคซีนวิธีนี้

“การกลับไปสู่วิถีชีวิตปกติความจำเป็นของการได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 น่าจะเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง และในภาวะที่วัคซีนมีจำนวนจำกัด การใช้เทคนิคการฉีดแบบใต้ผิวหนังจะใช้วัคซีนที่น้อยกว่า ทำให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตแบบปกติได้เร็วขึ้นกว่าเดิมมาก และน่าจะเป็นวิธีการสำคัญในการแก้ปัญหาวัคซีนขาดแคลนของมนุษยชาติที่จะรับมือกับโควิด-19 โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดเชื้อสายพันธุ์เดลตาอีกด้วย”ขณะที่นายภูมิกิตติ์ รักแต่งาม นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ในส่วนของตนเห็นด้วยและสนับสนุนให้มีการฉีดวัคซีนบูสเข็ม 3 ทางผิวหนัง เพราะมีการศึกษาวิจัยมาหลายที่แล้ว และผลการวิจัยตรงกัน คือมีภูมิสูงเกือบเท่ากัน และมีผลข้างเคียงน้อยกว่า ขณะที่ปริมาณวัคซีนที่ใช้มีน้อยกว่า ทำให้วัคซีนที่เราได้รับมาสามารถใช้ฉีดให้คนภูเก็ตและคนที่เข้ามาทำงานในภูเก็ตได้ครบทุกคน

Facebook Notice for EU! You need to login to view and post FB Comments!