“พรรคกล้า” พร้อมชิงเก้าอี้ ส.ส.ภูเก็ต 3 เขต

“พรรคกล้า” พร้อมชิงเก้าอี้ ส.ส.ภูเก็ต 3 เขต ชูปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจของคนภูเก็ตต้องได้รับการแก้ไขได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนก่อนการประชุมแกนนำพรรคกล้าในพื้นที่ถลาง และจังหวัดภูเก็ต เพื่อเฟ้นหาตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต ในนามพรรคกล้า ณ ห้องประชุมของโรงแรมอังสนา ลากูน่าภูเก็ต ว่า ในช่วงที่ต้องอยู่ภูเก็ต 7 วัน จากการเดินทางมาจากต่างประเทศ ได้ใช้โอกาสนี้ในการพบปะพี่น้องประชาชน นักธุรกิจ ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น ในหลากหลายกลุ่มในภูเก็ตได้รับการต้อนรับจากคนภูเก็ตที่อบอุ่นมากในทุกๆ กลุ่ม และได้รับทราบถึงปัญหาความเดือดร้อนของชาวภูเก็ต โดยเฉพาะเรื่องเร่งด่วน คือ ปากท้องและปัญหาเศรษฐกิจ เป็นปัญหาหนักที่คนภูเก็ตกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ จากที่นักท่องเที่ยวหายไป ทั้งนี้เนื่องจากเศรษฐกิจภูเก็ตต้องพึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติไม่สามารถเดินทางมาท่องเที่ยวได้ ทำให้คนภูเก็ตขาดรายได้ เศรษฐกิจซบเซา และมีคำถามตามมามากมายว่า จากวันนี้สู่อนาคตภูเก็ตจะฝ่าวิกฤตปัญหาและอุปสรรคนี้ไปได้อย่างไร จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจของภูเก็ตกลับมาขับเคลื่อนได้เหมือนเดิมนายกรณ์ กล่าวต่อว่า ภูเก็ตเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ พรรคกล้าได้ให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจมากที่สุด เพราะหากเศรษฐกิจดี ทุกคนมีรายได้ การพัฒนาด้านอื่นๆ ก็จะง่ายตามไปด้วย ซึ่งเรื่องนี้เป็นความถนัดของพรรคกล้าที่ได้รวมผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับบนไปจนถึงระดับรากหญ้า ซึ่งภูเก็ตมีจุดขายในหลายๆ เรื่อง ทั้งธรรมชาติ อาหารการกิน วัฒนธรรม ฯลฯ ที่สามารถขยายผลนำไปสู่การสร้างรายได้ให้กับคนภูเก็ตได้ ส่วนปัญหาเศรษฐกิจของภูเก็ตเชื่อมโยงจากโลกภายนอก เพราะภูเก็ตต้องพึ่งพาคนจากภายนอกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา พรรคกล้าได้ประกาศนโยบายของพรรคที่จะผลักดันให้ภูเก็ตจัดการตนเอง โดยมีผู้ว่าฯ มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นเงื่อนไขที่จะทำให้คนภูเก็ตทำมาหากินได้เต็มศักยภาพมากขึ้นในอนาคต เพราะที่ผ่านมาคำสั่งต่างๆ หรือนโยบายที่มาจากส่วนกลางไม่ตอบโจทย์ความเป็นภูเก็ตเท่าที่ควรเช่น โครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ที่เป็นการผลักดันจากภูเก็ตไม่สู่ส่วนกลาง มีการกำหนดเงื่อนไขต่างๆ มากมายในการดำเนินการ จนทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาน้อยและรายได้ไม่ได้กระจายไปสู่กลุ่มคนทุกกลุ่ม แม้แต่กลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่เองก็ไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้มากนัก เพราะคนที่เข้ามายังน้อยมาก เข้ามาแค่เดือนละ 1 หมื่นคน จากเดิมที่เข้ามาถึงเดือนละ 1 ล้านคน ขณะนี้ถือว่าเป็นเวลาที่เหมาะสมในการที่จะผลักดันให้ภูเก็ตเป็นเมืองพิเศษที่บริหารจัดการและกำหนดนโยบายเองในพื้นทที่