รอง ผบช.ภ.8 ประชุมเร่งรัดติดตามคดีชิงทองกลางเมืองภูเก็ต

รอง ผบช.ภ.8 ประชุมเร่งรัดติดตามคดีชิงทองกลางเมืองภูเก็ต พร้อมลงพื้นที่ดูสถานที่เกิดเหตุในเบื้องต้นพบเส้นทางคนร้ายใช้หลบหนีทั้งก่อนและหลังก่อเหตุทะลุไปยังถ.กระบี่ ด้านเจ้าของร้านเผยคนร้ายได้ทองรูปพรรณไปประมาณ 300 บาท มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท และสงสารคุณลุง คุณป้าที่ถูกทำร้าย โดยที่ร้านไม่ได้ทำประกันไว้แต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวรายงาน ที่ ห้องประชุม ชั้น 2 สภ.เมืองภูเก็ต พล.ต.ต.วันไชย เอกพรพิชญ์ รอง ผบช.ภ.8 เดินทางมาประชุมติดตามความคืบหน้าคดีคนร้ายก่อเหตุชิงทองและทำร้ายคนที่อยู่ภายในร้านได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งในการหาเบาะแสและติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยมี พ.ต.อ.ประวิทย์ สุทธิเรืองอรุณ รองผบก.สส.ภ.8 รักษาการ ผกก.สส.ภ.จว.ภูเก็ต พ.ต.อ.ธีรวัฒน์ เลี่ยมสุวรรณ ผกก.สภ.เมืองภูเก็ต และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม โดยใช้เวลาในการประชุมกว่า 1.30 ชม.พล.ต.ต.วันไชย เอกพรพิชญ์ รอง ผบช.ภ.8 เปิดเผยหลังการประชุมสรุปความคืบหน้าในคดีดัง กล่าวว่า ขณะนี้ได้แบ่งกำลังออกสืบสวนสอบสวนเป็น 2 ชุด โดยมี กก.สส.ภ.จว.ภูเก็ตและชุดสืบสวน สภ.เมืองภูเก็ต ออกสืบหาเบาะแสคนร้ายตามเป้าหมายและสถานที่ต้องสงสัยแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางนิติวิทยาศาสตร์และจากพยานแวดล้อม ทั้งเจ้าของร้านทั้ง 2 คนและประชาชนในละแวกใกล้เคียง ซึ่งขณะนี้พอจะมีกลุ่มเป้าหมายแล้ว ขอเวลาในการทำงานให้กับเจ้าหน้าที่ ในส่วนที่คนร้ายนำโทรศัพท์มือถือของเจ้าของร้านไปด้วยนั้น เบื้องต้นยังไม่พบว่า คนร้ายนำไปขายที่ใด ซึ่ง ผบช.ภ.8 ได้สั่งการและกำชับเร่งด่วนในการติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด ขณะเดียวกันได้ภาพคนร้ายจากกล้องวงจรปิดตามถนนสายต่างๆ มาประกอบการติดตามคนร้ายแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อเร่งติดตามจับกุมคนร้ายโดยเร็วที่สุดจากนั้น พล.ต.ต.วันไชย เอกพรพิชญ์ รอง ผบช.ภ.8 พร้อมด้วย พ.ต.อ.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ รองผบช.ภ.8 นำทีมสืบสวน ทั้ง กก.สส.ภ.จว.ภูเก็ต และ สภ.เมืองภูเก็ต ตลอดจนเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานไปยังร้านทองทวีชัย ถ.ระนอง ต.ตลาดเหนือ อ.เมืองภูเก็ต สถานที่เกิดเหตุอีกครั้ง เพื่อตรวจสอบร่องรอยและหาเบาะแสของคนร้ายอย่างละเอียดอีกครั้ง ทั้งบริเวณจุดที่คนร้ายเจาะฝ้าเพดานห้องน้ำชั้น 2 ระเบียบด้านนอกชั้น 2 บริเวณชั้นล่างหน้าตู้เซฟเก็บทองรูปพรรณและบริเวณหน้าร้านขายทอง โดยมี เจ้าของร้านคอยอธิบายจุดต่างๆ ซึ่ง นางเบญจพร วัชรัตน์ อายุ 60 ปี เจ้าของร้านทองทวีชัยเป็นน้องสาวนางพวงเพ็ญที่ได้รับบาดเจ็บระบุกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ไม้ที่คนร้ายใช้ตีผู้บาดเจ็บนั้น เป็นไม้แบบที่วางอยู่ภายในร้าน ส่วนมีดก็เช่นเดียวกันนางเบญจพร เปิดเผยถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า คนร้ายน่าจะรู้ว่าบริเวณชั้น 2 ไม่มีใคร เพราะมันจะมืด จึงปีนหลังคาแล้วเจาะทะลุฝ้าเพดานในห้องน้ำลงมา ซึ่งอาวุธทั้งหมดก็ไม่ได้เตรียมมา เป็นของที่หาได้ภายในร้าน ทั้งมีดและไม้ จากนั้นได้มาทำร้ายคนในร้ายจนได้รับบาดเจ็บ เพื่อบังคับให้เปิดตู้เซฟเก็บทองรูปพรรณต่างๆ ส่วนค่าเสียหายที่คนร้ายชิงทองรูปพรรณไปนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้สำรวจหรือตรวจสอบจำนวนที่แน่ชัด เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจขอปิดตู้เซฟไว้ก่อน เพื่อตรวจสอบหลักฐานต่างๆ ซึ่งร้านทองทุกร้านต้องมีตู้เซฟไว้เก็บของมีค่าต่างๆอยู่แล้ว ซึ่งถ้าคนร้ายเปิดเซฟได้ของมีค่าทุกอย่างอยู่ในนั้น ความเสียหายเกิดขึ้นไม่มากก็น้อย เบื้องต้นเชื่อว่า ทองรูปพรรณต่างๆที่คนร้ายได้ไปประมาณ 300 บาท รวมเงินสดอีกจำนวนหนึ่งมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท โดยที่ร้านมีทองรูปพรรณกว่า 1 พันบาท มูลค่าเกือบ 30 ล้านบาท แต่คนร้ายมาเพียงคนเดียว จึงไม่สามารถเอาไปได้หมด ส่วนคนร้ายเชื่อว่าเป็นไปได้ทั้งคนงานต่างด้าวและคนไทยที่เคยเข้าออกที่ร้าน ที่ผ่านมาร้านแห่งนี้เปิดให้บริการมากว่า 30 ปี ไม่เคยมีคดีดังกล่าวเกิดขึ้น จึงไม่ได้ทำประกันทองไว้ แต่เชื่อว่าฝีมือตำรวจไทย ไม่เกินความสามารถ เพราะภาพคนร้ายจากกล้องวงจรปิดค่อยข้างชัดเจน ซึ่งทั้งหมดเป็นเหตุสุดวิสัย ไม่มีใครอยากให้เกิด คุณลุงคุณป้าก็อายุมากแล้ว ไม่มีเรี่ยวแรงที่จะไปสู้กับคนร้ายหลังจากนั้น พล.ต.ต.วันไชย เอกพรพิชญ์ รอง ผบช.ภ.8 และชุดทำงาน ได้ไปตรวจสอบบริเวณพื้นที่รกร้างและบ้านร้างที่ตั้งอยู่บริเวณ ถ.เยาวราช ต.ตลาดใหญ่ อ.เมือง ซึ่งคาดว่า เป็นจุดที่คนร้ายใช้เข้าและออกจากร้านทอง ทั้งก่อนก่อเหตุและหลังก่อเหตุ โดยคนร้ายได้ปีนจากท้ายบ้านชั้นเดียวของชาวบ้านที่ติดอยู่กับด้านหลังร้านทองดังกล่าว แล้วเดินลัดเลาะและปีนขึ้นไปยังระเบียงด้านหลังร้านทองก่อนที่จะเปิดแผ่นหลังคา 1 แผ่นเพื่อลอดตัวเข้าไปเจาะฝ้าเพดานห้องน้ำชั้น 2 ของร้านทอง และหย่อนตัวลงไป ก่อนที่จะเข้าไปยังห้องนอนชั้น 2 แล้วเดินลงจากบันไดลงไปขมขู่นางพวงเพ็ญที่นอนอยู่ลงไปชั้นล่าง เพื่อเปิดตู้เซฟเก็บทองรูปพรรณ และได้พบกับนายหวังดีที่นอนดูทีวีอยู่ จนเกิดการต่อสู้กันในที่สุด ซึ่งชุดสืบสวนได้เริ่มแกะรอยหาภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียง เพื่อตรวจสอบเส้นทางการหลบหนีของคนร้ายทั้งนี้มีการตรวจสอบเส้นทางที่คนร้ายคาดว่า ก่อนเกิดเหตุคนร้ายเข้ามาทางบ้านเก่าแล้วเดินลัดเลาะมายังหลังร้านทองและใช้หลบหนีหลังก่อเหตุเส้นทางเดิม นอกเหนือจากถนนเยาวราชบริเวณอาคารร้าง ยังมีตรอกเก่าที่สามารถเดินทะลุจากอาคารร้างและบริเวณที่โล่งร้าง คือ ถนนกระบี่ ที่สามารถออกมายังตรอกใกล้ๆกับตลาดสดดาวน์ทาวน์ที่มีการเชื่อมต่อระหว่าง ถ.ระนองกับ ถ.กระบี่ได้อีกเส้นทางหนึ่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ให้น้ำหนักเส้นทางหลบหนีเส้นนี้เช่นเดียวกัน ทำให้เจ้าหน้าที่เชื่อได้ว่า คนร้ายอาจเป็นกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่อาจอาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงที่เกิดเหตุ