ตำรวจภูธรภาค 8 จัดโครงการ “สวมหมวกนิรภัย 100 เปอร์เซ็นต์ ตำรวจภูธรภาค 8”

ตำรวจภูธรภาค 8 จัดโครงการ “สวมหมวกนิรภัย 100 เปอร์เซ็นต์ ตำรวจภูธรภาค 8” เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สวมหมวกนิรภัยผู้สื่อข่าวรายงาน บริเวณหน้าที่ทำการตำรวจภูธรภาค 8 อ.ถลาง จ.ภูเก็ต พลตำรวจโทอำพร บัวรับพร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 เป็นประธานเปิดโครงการ “สวมหมวกนิรภัย 100 เปอร์เซ็นต์ ตำรวจภูธรภาค 8” โดยมีรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8, ผู้แทนนายอำเภอถลาง, ผู้แทนนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต, ผู้แทนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดภูเก็ต, ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยจังหวัดภูเก็ต, ผู้แทนสำนักงานขนส่งจังหวัดภูเก็ต, ผู้แทนสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง และตัวแทนนักเรียนจากโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตเข้าร่วมพลตำรวจตรีวิมล พิทักษ์บูรพา รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 กล่าวว่า เนื่องจากอุบัติเหตุทางถนนคร่าชีวิตคนไทยเป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดให้ความปลอดภัยทางถนนเป็นวาระแห่งชาติ ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ได้บูรณาการทุกภาคส่วน ดำเนินการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างจริงจัง และต่อเนื่องในทุกระดับ ภายใต้แผนระดับประเทศและกรอบการดำเนินงานระดับโลก โดยในการประชุมระดับโลกว่าด้วยความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 3 ณ ราชอาณาจักรสวีเดน ประเทศไทยได้รับทราบเป้าหมาย และแนวทางการดำเนินงานสร้างความปลอดภัยในห้วงปี พ.ศ. 2564-2573 ภายใต้ “ปฏิญญาสตอกโฮล์ม” ซึ่งแต่ละประเทศต้องออกข้อปฏิบัติลดอุบัติเหตุให้ได้อีก 50 % ในปี ค.ศ. 2021- 2030ซึ่งตามนโยบายของรัฐบาลและทุกภาคส่วน รวมทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตำรวจภูธรภาค 8 เป็นหน่วยงาน ที่มีหน้าที่รับผิดชอบดำเนินงานการป้องกัน และแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่ ตำรวจภูธรภาค 8 จึงได้เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว และได้จัดทำโครงการ “สวมหมวกนิรภัย 1.0 เปอร์เซ็นต์ ตำรวจภูธรภาค 8” ขึ้น ซึ่งเป็นมาตรการเชิงรุกด้านการบังคับใช้กฎหมาย โดยหากผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารไม่สวมหมวกนิรภัยแล้วถูกจับ จะไม่อนุญาตให้ผู้นั้นขับขี่ หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ต่อไป โดยการไม่สวมหมวกนิรภัย แม้จะมีการจ่ายค่าปรับแล้วก็ตามจนกว่าจะจัดหาหมวกนิรภัยมาสวมใส่ให้เรียบร้อย ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร นอกจากนี้จะทำการรณรงค์และส่งเสริมวินัยจราจร ให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสวมหมวกนิรภัยทุกครั้ง เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรทางถนน ภายใต้สโลแกน “สวมหมวกนิรภัย 100 เปอร์เซ็นต์” โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อรณรงค์ส่งเสริมให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารรถจักรยานยนต์สวมหมวกนิรภัยในขณะขับขี่หรือโดยสารทุกครั้ง, เพื่อลดการสูญเสียชีวิต บาดเจ็บ และความรุนแรงจากอุบัติเหตุทางถนนอันเกิดจากการใช้รถจักรยานยนต์ เพื่อให้ผู้ใช้รถใช้ถนนตระหนักถึงความปลอดภัยและมีวินัยด้านการจราจร, เพื่อรณรงค์ให้ผู้ใช้รถใช้ถนนในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 8 ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด ตลอดจนเพื่อรณรงค์และปฏิบัติการในทุกรูปแบบ ทำให้เป็นตัวอย่างและเป็นต้นแบบในการสวมหมวกนิรภัย 100  เปอร์เซ็นต์ทั้งนี้มีขั้นตอนการดำเนินโครงการช่วงเริ่มต้นรณรงค์ (ตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2564  ถึง31 มกราคม 2565) ร่วมกันรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ เข้าไปให้ความรู้ และขอความร่วมมือกับกลุ่มอาชีพผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง หน่วยงานราชการสถานศึกษา สถานประกอบการ โรงงานอุตสาหกรรม และ ชุมชน หมู่บ้าน, ช่วงกวดขันเข้มข้น ตั้งแต่ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นต้นจะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง แก่ผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารที่ไม่สวมหมวกนิรภัยโดยการออกใบสั่งจราจรในข้อหา “ไม่สวมหมวกนิรภัยในขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ และข้อหา “เป็นผู้ขับขี่ ยินยอมให้ผู้โดยสารไม่สวมหมวกนิรภัยในขณะโดยสารรถจักรยานยนต์”พลตำรวจโทอำพร บัวรับพร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8  กล่าวว่า ปัญหาอุบัติเหตุทางถนนสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก รัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าว โดยมีเป้าหมายสำคัญที่คาดหวัง คือ จะต้องลดจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ จากอุบัติเหตุทางถนนให้ได้ 50  % ภายในปี พ.ศ. 2573 ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตเป็นอันดับ 9 ของโลก มีจำนวนผู้เสียชีวิต 22,491 คน  คิดเป็นร้อยละ 34 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน ในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 8 มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเฉลี่ยเดือนละ 60 คน และความรุนแรงของอุบัติเหตุส่วนใหญ่มาจากการไม่สวมหมวกนิรภัยทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารตำรวจภูธรภาค 8 ได้ตระหนักถึงความสำคัญของอุบัติเหตุ ทางถนน จึงได้สั่งการให้ทุกจังหวัดดำเนินการโครงการ “สวมหมวกนิรภัย 100เปอร์เซ็นต์ ตำรวจภูธรภาค 8” โดยให้บูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐและเอกชน เป็นมาตรการเชิงรุกในการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ และบังคับใช้กฎหมาย ควบคู่กันไป